อาจารย์ผู้สอนสามารถเลือกใช้และใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์เพื่อเป็นสื่อการเรียนการสอน
สังคมออนไลน์ ขึ้นบนเครือข่ายการใช้งานอินเทอร์เน็ตในสถาบันการศึกษา

ตำแหน่งศาสตราจารย์ในประเทศไทยที่ควรทราบ

August 25th, 2015

ในประเทศไทย ตำแหน่งศาสตราจารย์ ถือเป็นตำแหน่งที่มีเกียรติที่แสดงถึงความเป็นผู้มีความรู้สูง และมีผลงานด้านการศึกษาของบุคคลนั้น ซึ่งต้องผ่านการกลั่นกรองและประเมินผลงานอย่างเคร่งครัดและเข้มงวดในความถูกต้องของวิชา ซึ่งการแต่งตั้งศาสตราจารย์ในประเทศไทย จะต้องผ่านกระบวนการตาม พระราชบัญญัติระเบียบบริหารข้าราชการพลเรือนในมหาวิทยาลัย ทางคณะกรรมการข้าราชการพลเรือนในมหาวิทยาลัย (ก.ม.) และทบวงมหาวิทยาลัย จะเป็นผู้ให้ความเห็นชอบ แล้วการแต่งตั้งก็นำเข้าคณะรัฐมนตรี เพื่อผ่านไปโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นศาสตราจารย์ สำหรับตำแหน่งศาสตราภิชานอาจเป็นตำแหน่งที่มีกำหนดเวลาโดยจะขึ้นกับปีงบประมาณหรือกองทุนศาสตราภิชานของมหาวิทยาลัยที่เชิญ และศาสตราจารย์กิตติเมธีในประเทศไทยเป็นตำแหน่งที่มหาวิทยาลัยแต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกมาปฏิบัติงานวิจัย ทั้งนี้ตำแหน่งศาสตราภิชานและศาสตราจารย์กิตติเมธี อาจจะมีเงื่อนไขในการดำรงตำแหน่งไม่เหมือนกัน โดยขึ้นอยู่กับมหาวิทยาลัยกำหนด

ศาสตรเมธาจารย์คนแรกของไทย คือ ศาสตราจารย์ ดร.จำรัส ลิ้มตระกูล แห่งภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งได้รับการยกย่องจาก สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ให้เป็น ศาสตรเมธาจารย์ สวทช ประจำปี 2552 (2009 NSTDA Chair Professor)

สำหรับศาสตราจารย์ของไทย ส่วนมากไม่มีผลงานในเชิงทฤษฎี แต่เป็นผลงานงานวิจัย พิสูจน์สมมติฐานที่ได้รับการยอมรับว่าดีมาก ถ้าเป็นงานวิจัยที่เกี่ยวกับของไทย ควรได้รับการตีพิมพ์ในวารสารวิชาการของราชบัณฑิตสภาหรือวารสารวิชาการของสภาวิจัยแห่งชาติด้วย ศาสตราจารย์ต้องเป็นผู้มีความรู้ความสามารถในเชิงทฤษฎี การวิจัย เขียนบทความทางวิชาการ หรือตำราเรียน ที่ผ่านการประเมินเฉพาะสาขาวิชานั้นๆ มาแล้ว ศาสตราจารย์ที่ไม่ต้องทำผลงานวิจัย คือ ผู้ที่เขียนบทความทางวิชาการ หรือหนังสือ ที่มีข้อเสนอเชิงวิชาการจำนวนมาก ต้องเป็นแนวคิดใหม่ และหากเป็นงานวิจัยที่เป็นลักษณะสากลควรได้รับการตีพิมพ์ในวารสารทางวิชาการที่เป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ ส่วนงานวิจัยระดับดีเลิศ จะเกี่ยวข้องกับงานเชิงทฤษฎีที่ไขปริศนา สามารถพิสูจน์สมมุติฐานที่มีผู้สร้างไว้ ในด้านงานวิจัยระดับดีมาก ไม่จำเป็นต้องได้รับรางวัลใดๆ แต่มักได้รับการกล่าวถึงโดยงานวิจัยอื่น ๆ

โดยในปัจจุบัน ผู้เชี่ยวชาญที่มีผลงานระดับศาสตราจารย์จำนวนหนึ่งไม่เพียงแค่สอนในมหาวิทยาลัยและไม่ได้มีตำแหน่งเป็นศาสตราจารย์เท่านั้น ผู้เชี่ยวชาญเหล่านี้เลือกที่จะทำงานในบริษัทเอกชน เนื่องจากจะได้ผลตอบแทนสูงกว่ามหาวิทยาลัยระดับกลางค่อนข้างมาก อย่างเช่น บริษัทเอกชนที่มีผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากในสาขาต่างๆ

ความแตกต่างของตำแหน่งศาสตราจารย์แต่ละตำแหน่ง

July 21st, 2015

ตำแหน่งศาสตราจารย์แต่ละตำแหน่ง ประกอบไปด้วย

ศาสตราจารย์กิตติคุณ หรือ ศาสตราจารย์เกียรติคุณ เป็นตําแหน่งที่แต่งตั้งจากอาจารย์ประจําผู้เคยดํารงตําแหน่งศาสตราจารย์ของมหาวิทยาลัย ซึ่งมีความรู้ความสามารถ และความชํานาญเป็นพิเศษ และพ้นจากตําแหน่งไปโดยไม่มีความผิด สภามหาวิทยาลัยอาจแต่งตั้งให้เป็นศาสตราจารย์กิตติคุณหรือศาสตราจารย์เกียรติคุณในสาขาวิชาที่ศาสตราจารย์นั้นมีความเชี่ยวชาญ เพื่อเป็นเกียรติยศได้ศาสตราจารย์ผู้นี้อาจสอนในมหาวิทยาลัยต่อไปก็ได้แต่ไม่ใช่ศาสตราจารย์ที่ต่ออายุราชการ ซึ่งบางมหาวิทยาลัยจะปรากฏชื่อศาสตราจารย์กิตติคุณหรือศาสตราจารย์เกียรติคุณแยกจากศาสตราจารย์ธรรมดาในคู่มือการศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา

ศาสตราภิชาน เป็นตําแหน่งที่ไม่ใช่การกําหนดตําแหน่งทางวิชาการ แต่งตั้งเพื่อดึงดูดผู้ทรงคุณวุฒิยิ่งมาทํางานในมหาวิทยาลัย เป็นตําแหน่งที่ได้รับเงินสนับสนุนอย่างพอเพียงจากแหล่งเงินทุนภายนอกมหาวิทยาลัย ผู้ได้รับการแต่งตั้งอาจเป็นผู้ช่วยศาสตราจารย์ รองศาสตราจารย์ ศาสตราจารย์ หรือนักวิชาการที่ไม่เคยดํารงตําแหน่งทางวิชาการก็ได้ เป็นตําแหน่งที่กําหนดภารกิจชัดเจน มีระยะเวลาในการดํารงตําแหน่งและมีค่าตอบแทนของแต่ละตําแหน่งไม่เท่ากัน

ศาสตราจารยคลินิก เป็นตําแหน่งทางวิชาการที่สภามหาวิทยาลัยแต่งตั้งบุคลากรฝ่ายเวชกรรมที่มีความรู้ความชํานาญ ในด้านการสอน การวิจัย การค้นคว้าทดลอง และวิธีการบําบัดรักษาในภาคปฏิบัติซึ่งมีคุณค่าทางวิชาการ

ศาสตราจารยกิตติมศักดิ์ เป็นตําแหน่งเกียรติยศที่ไม่ใช่ตําแหน่งทางวิชาการ ซึ่งมหาวิทยาลัยมอบให้แก่บุคคลผู้มีความเชี่ยวชาญและทําประโยชน์อย่างยิ่งต่อมหาวิทยาลัยและชุมชน

สำหรับในประเทศไทย ตำแหน่งศาสตราจารย์ ถือเป็นตำแหน่งที่มีเกียรติที่แสดงถึงความเป็นผู้มีความรู้สูง และมีผลงานด้านการศึกษาของบุคคลนั้น ซึ่งต้องผ่านการกลั่นกรองและประเมินผลงานอย่างเคร่งครัดและเข้มงวดในความถูกต้องของวิชา ศาสตราจารย์ประเภทอื่นอาจมีวิธีพิจารณาที่แตกต่างกันออกไป ตามประเภทของศาสตราจารย์ ศาสตราจารย์ระดับสูงสุด เรียกว่า ศาสตราจารย์ญาณวิทย์ ผู้ที่เป็นศาสตราจารย์ สามารถใช้คำว่า ศาสตราจารย์ นำหน้าชื่อเพื่อลงชื่อในหนังสือ เอกสาร งานสารบรรณ เสมือนยศหรือคำนำหน้าชื่ออย่างอื่น ทั้งนี้การแต่งตั้งศาสตราจารย์ในประเทศไทย จะต้องผ่านกระบวนการตาม พระราชบัญญัติระเบียบบริหารข้าราชการพลเรือนในมหาวิทยาลัย ซึ่งทางคณะกรรมการข้าราชการพลเรือนในมหาวิทยาลัยและทบวงมหาวิทยาลัย จะเป็นผู้ให้ความเห็นชอบแล้วนำเข้าคณะรัฐมนตรี เพื่อผ่านไปโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นศาสตราจารย์ ศาสตราจารย์พิเศษ

ตำแหน่งและหน้าที่ของผู้ช่วยศาสตราจารย์

June 19th, 2015

TeacherEdu
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ เป็นผู้ที่ปฏิบัติงานเกี่ยวกับการเรียนการสอน การศึกษา การอบรม การวิจัยค้นคว้าในสาขาวิชาการ และวิชาชีพชั้นสูง การให้คำแนะนำปรึกษาแก่นิสิตนักศึกษา การให้บริการทางวิชาการแก่สังคม การทะนุบำรุงศิลปะวัฒนธรรม และปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่ได้รับมอบหมาย ด้านการสอนวิชาการหรือวิชาชีพชั้นสูงในสาขาวิชาต่างๆตามที่ได้รับมอบหมาย ควบคุมและตรวจสอบการวิจัยค้นคว้าอันเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาของนิสิตนักศึกษา เป็นที่ปรึกษาของนิสิตนักศึกษาทางด้านวิชาการและกิจกรรมนิสิตนักศึกษา ค้นคว้าและวิจัยทางวิชาการชั้นสูง ให้บริการทางวิชาการแก่สังคมและปฏิบัติหน้าที่อื่นที่เกี่ยวข้อง

ตำแหน่งผู้ช่วยศาสตราจารย์ แสดงถึงผู้มีความรู้ ความสามารถ และมีผลงานทางวิชาการ ตรงตามเกณฑ์ที่กำหนด โดยมีหน้าที่หลักในมหาวิทยาลัยหรือสถาบันการศึกษาชั้นสูง คือมีชั่วโมงสอนประจำวิชาใดวิชาหนึ่งที่กำหนดไว้ในหลักสูตรของสถาบันอุดมศึกษาและมีความชำนาญในการสอน และเสนอเอกสารประกอบการสอนที่ผลิตขึ้นสำหรับการสอนทั้งรายวิชาไม่น้อยกว่า 1 รายวิชา ซึ่งมีคุณภาพดีและได้ใช้ประกอบการสอนมาแล้ว โดยผ่านการประเมินจากคณะกรรมการพิจารณาตำแหน่งทางวิชาการตามหลักเกณฑ์และวิธีการในข้อบังคับของสภาสถาบัน

ตำแหน่งผู้ช่วยศาสตราจารย์จะต้องดำรงตำแหน่งอาจารย์ไม่น้อยกว่าที่กำหนดไว้

– ผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีหรือเทียบเท่า ต้องดำรงตำแหน่งอาจารย์และได้ปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งดังกล่าวมาแล้วไม่น้อยกว่า 9 ปี หรือ
– ผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทหรือเทียบเท่า ต้องดำรงตำแหน่งอาจารย์ และได้ปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งดังกล่าวมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี หรือ
– ผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอกหรือเทียบเท่า ต้องดำรงตำแหน่งอาจารย์ และได้ปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งดังกล่าวมาแล้วไม่น้อยกว่า 2 ปี หรือ
– ผู้ใดดำรงตำแหน่งที่เรียกชื่ออย่างอื่น แต่ได้โอนหรือย้ายมาบรรจุและได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอาจารย์ประจำในสถาบันอุดมศึกษา ตามเกณฑ์ที่ ก.พ.อ.กำหนด

คุณสมบัติเฉพาะสำหรับตำแหน่งผู้ช่วยศาสตราจารย์

1.มีคุณสมบัติเฉพาะสำหรับตำแหน่งอาจารย์ และได้ดำรงตำแหน่งอาจารย์มาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี มีความรู้ความสามารถและความชำนาญในการสอน มีผลงานทางวิชาการโดยได้ผ่านการประเมินตามประกาศ ก.พ.อ. เรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการพิจารณาแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยศาสตราจารย์ และข้อบังคับสภาสถาบันอุดมศึกษาว่าด้วยเรื่องดังกล่าว
2.มีคุณสมบัติเฉพาะสำหรับตำแหน่งอาจารย์ และได้ดำรงตำแหน่งอาจารย์มาแล้วไม่น้อยกว่า 2 ปี มีความรู้ความสามารถและความชำนาญในการสอน มีผลงานทางวิชาการโดยได้ผ่านการประเมินตามประกาศ ก.พ.อ. เรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการพิจารณาแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยศาสตราจารย์ และข้อบังคับสภาสถาบันอุดมศึกษาว่าด้วยเรื่องดังกล่าว

ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี ครูแห่งวงการศิลปะของไทย

May 29th, 2015

ในวงการศิลปะไม่มีใครที่จะไม่รู้จัก ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี ซึ่งเป็นครูด้านศิลปะที่เหล่าศิลปินต่างให้การยกย่อง อีกทั้งยังเป็นผู้วางรากฐานการศึกษาวิชาศิลปะในประเทศไทย และครูสอนศิลปะในมหาวิทยาลัยศิลปากรด้วย ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี เดิมมีชื่อว่า คอร์ราโด เฟโรชี

ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี เกิดเมื่อวันที่ 15 กันยายน พ.ศ.2435 ประเทศอิตาลี บิดาชื่อ  นายอาร์ทูโด มารดาชื่อ นางซันตินา มีอาชีพทำธุรกิจการค้า  ท่านได้สมรสกับนาง  FANNI  VIVIANI มีบุตรด้วยกัน 2 คน บุตรหญิงชื่ออิซาเบลลา ปัจจุบันเป็นนักธุรกิจ  บุตรชายชื่อ  โรมาโน  เป็นสถาปนิก

ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี ท่านได้ชนะการประกวดการออกแบบเหรียญเงินตราสยามที่จัดขึ้นในยุโรป ด้วยเหตุนี้จึงเดินสู่แผ่นดินสยามเพื่อเข้ามารับราชการเป็นช่างปั้นประจำกรมศิลปากร ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว จากนั้นท่านจึงได้รับการแต่งตั้งเป็นอาจารย์สอนวิชาช่างปั้นหล่อ

นายกรัฐมนตรีตระหนักถึงความสำคัญของศิลปะว่าเป็นวัฒนธรรมที่สำคัญยิ่งสาขาหนึ่งของชาติ จึงได้มีคำสั่งให้ อธิบดีกรมศิลปากร ในขณะนั้นคือ พระยาอนุมานราชธน ดำเนินการปรับปรุงหลักสูตร และ ตรา พระราชบัญญัติ ยกฐานะโรงเรียนศิลปากรขึ้นเป็น มหาวิทยาลัยศิลปากร โดยให้ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี  เป็นผู้อำนวยการสอนและคณบดีคนแรกของมหาวิทยาลัยศิลปากร

ในระหว่างที่ท่านอยู่ในมหาวิทยาลัยศิลปากรนั้น ท่านเป็นบุคคลสำคัญในการผลักดันให้ศิลปะของไทยเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก และในปีพุทธศักราช ๒๔๙๑ ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี ได้จัดการแสดงศิลปะไทยในกรุงลอนดอน ประกอบด้วยผลงานของศิลปินไทยและศิลปะของไทยซึ่งได้รับผลสำเร็จอย่างงดงาม

ในบั้นปลายชีวิตของท่าน ท่านได้ป่วยเป็นโรคเนื้องอกในลำไส้ และเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลศิริราช และถึงแก่อนิจกรรมในภายหลัง สิริรวมอายุของท่าน 69 ปี รวมเวลารับราชการในไทย 38 ปี ซึ่งนับเป็นการสูญเสียอย่างมากแก่วงการศิลปะ

ในตลอดชีวิตของศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี อ่านได้อุทิศตนทั้งกายและใจให้กับวงการศิลปะของไทยมาเกือบทั้งชีวิต นอกจากนี้ท่านยังเป็นครูที่มีความเมตตากรุณา และถือหลักคุณธรรมเป็นที่ตั้ง ก่อนท่านถึงแก่อนิจกรรมท่านได้วางรากฐานของศิลปะให้แก่คนรุ่นหลังไว้อีกด้วย

ทฤษฎีของศาสตราจารย์ทฤษฎีการเรียนรู้ทางสังคมเชิงพุทธิปัญญา

March 31st, 2015

ทฤษฎีการเรียนรู้ทางสังคมเชิงพุทธิปัญญา (Social Cognitive Learning Theory) ซึ่งเป็นทฤษฎีของศาสตราจารย์บันดูรา แห่งมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด (Stanford) ประเทศสหรัฐอเมริกา บันดูรามีความเชื่อว่าการเรียนรู้ของมนุษย์ส่วนมากเป็นการเรียนรู้โดยการสังเกตหรือการเลียนแบบ (Bandura 1963) จึงเรียกการเรียนรู้จากการสังเกตว่า “การเรียนรู้โดยการสังเกต” หรือ “การเลียนแบบ” และเนื่องจากมนุษย์มีปฏิสัมพันธ์ (Interact) กับสิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบ ๆ ตัวอยู่เสมอ บันดูราอธิบายว่าการเรียนรู้เกิดจากปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้เรียนและสิ่งแวดล้อมในสังคม ซึ่งทั้งผู้เรียนและสิ่งแวดล้อมมีอิทธิพลต่อกันและกัน บันดูรา (1969, 1971) จึงเปลี่ยนชื่อทฤษฎีการเรียนรู้ของท่านว่า การเรียนรู้ทางสังคม (Social Learning Theory) แต่ต่อมาได้เปลี่ยนเป็น การเรียนรู้ทางสังคมเชิงพุทธิปัญญา (Social Cognitive Learning Theory) อีกครั้งหนึ่ง

ทั้งนี้เนื่องจากบันดูราพบจากการทดลองว่า สาเหตุที่สำคัญอย่างหนึ่งในการเรียนรู้ด้วยการสังเกต คือ ผู้เรียนจะต้องเลือกสังเกตสิ่งที่ต้องการเรียนรู้โดยเฉพาะ และสิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือ ผู้เรียนจะต้องมีการเข้ารหัส (Encoding) ในความทรงจำระยะยาวได้อย่างถูกต้อง นอกจากนี้ ผู้เรียนต้องสามารถที่จะประเมินได้ว่าตนเลียนแบบได้ดีหรือไม่ดีอย่างไร และจะต้องควบคุมพฤติกรรมของตนเองได้ด้วย (metacognitive) บันดูรา Bandura, 1986 จึงสรุปว่า การเรียนรู้โดยการสังเกตจึงเป็นกระบวนการทางการรู้คิดหรือพุทธิปัญญา (Cognitive Processes) การเรียนรู้โดยการสังเกตหรือการเลียนแบบ (Observational Learning หรือ Modeling)บันดูรา (Bandura) มีความเห็นว่าทั้งสิ่งแวดล้อม และตัวผู้เรียนมีความสำคัญเท่า ๆ กัน บันดูรากล่าวว่า คนเรามีปฏิสัมพันธ์ (Interact) กับสิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบๆ ตัวเราอยู่เสมอการเรียนรู้เกิดจาก ปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้เรียนและสิ่งแวดล้อม ซึ่งทั้งผู้เรียนและสิ่งแวดล้อมมีอิทธิพลต่อกันและกัน พฤติกรรมของคนเราส่วนมากจะเป็นการเรียนรู้โดยการสังเกต (Observational Learning) หรือการเลียนแบบจากตัวแบบ (Modeling) สำหรับตัวแบบไม่จำเป็นต้องเป็นตัวแบบที่มีชีวิตเท่านั้น แต่อาจจะเป็นตัวสัญลักษณ์ เช่น ตัวแบบที่เห็นในโทรทัศน์ หรือภาพยนตร์หรืออาจจะเป็นรูปภาพการ์ตูนหนังสือก็ได้